หน้าหลัก ชีวประวัติ หนังสือและเทป ฐานิโยธรรม วัดป่าสาลวัน บูรพาจารย์เจดีย์ ลิงค์เวบศาสนา เกี่ยวกับเวบไซต์นี้
หลักสากลของการภาวนา
พระราชสังวรญาณ (พุธ ฐานิโย)
วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
ปกติแล้วเรานับถือ พระพุทธศาสนา มีพระพุทธศาสนาเป็นหลักประจำใจ สถาบันอันสูงสุดของเรามีประเทศชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ สิ่งที่เราเคารพนับถือและยึดมั่น เป็นหลักจิตหลักใจอย่างแท้จริงอันหนึ่งคือพระพุทธศาสนา
คำว่าพระพุทธศาสนานั้นหมายถึงหลักคำสอนของท่านผู้รู้ เฉพาะประเทศไทยส่วนมากคนไทยเรานับถือพระพุทธศาสนา คือศาสนาของพระพุทธเจ้า ส่วนที่นับถือศาสนาอื่นๆ นั้นมีจำนวนน้อย แต่จะด้วยประการใดก็ตาม ทุกๆ ศาสนามุ่งที่จะสอนคนให้เป็นคนดีด้วยกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้น หลักคำสอนของพระพุทธศาสนาจึงไม่ขัดกับหลักคำสอนของศาสนาอื่นๆ
เมื่อพิจารณากันให้ดีแล้ว ทุกศาสนาก็อยู่ที่ใจ ศาสดาของแต่ละศาสนานั้นมีกายกับใจ การค้นคว้าคือพิสูจน์หาหลักความจริงในธรรมะของแต่ละศาสนานั้นอาศัยกายกับใจเป็นหลัก ดังนั้น ในทำนองเดียวกัน พระพุทธเจ้าซึ่งถือว่าเป็นศาสดาผู้เลิศในโลกและโดยเฉพาะถือว่าเป็นพระศาสดาของเรา พระองค์ท่านก็มีกายกับใจ การค้นคว้าหาหลักธรรมะตามแนวทางแห่งความเป็นจริงนั้น พระพุทธองค์อาศัยกายกับใจเป็นหลัก ตัวอย่างในหลักการดำเนินวิถีชีวิตไปสู่ความพ้นทุกข์คือความบริสุทธิ์ก็อาศัยกาย อาศัยเวทนา อาศัยจิต อาศัยธรรมะ
กายก็หมายถึงกายของเราเอง เวทนาก็หมายถึงสุขทุกข์ที่เกิดภายในใจของเราเอง จิตหมายถึงผู้นึกคิดคือจิตของเราเอง ธรรมก็คือสภาวะที่ปรากฏขึ้นภายในความรู้สึกของเราไม่ว่าอะไรทั้งนั้น รวมทั้งกายใจ สถานการณ์และสิ่งแวดล้อมทั้งหลาย ได้ชื่อว่าเป็นธรรมทั้งนั้น ดังนั้น ผู้ใดมีกายมีใจก็เป็นผู้ควรแก่ธรรมะ ฉะนั้น การศึกษาธรรมะให้รู้กันจริงๆ นั้น เราไม่จำเป็นจะต้องอาศัยตำรับตำราให้มากนัก เราอาศัยกายกับใจของเราเองเป็นเครื่องพิสูจน์ เราจะได้รู้ข้อเท็จจริงของธรรมะภายในตัวของเรา
ถ้าหากจะมีปัญหาถามว่าธรรมะคืออะไร เราก็จะได้คำตอบว่าธรรมะคือความจริงของชีวิต ความจริงของชีวิตของคนเราแต่ละคนมีอะไรบ้างเราก็ย่อมจะพิจารณารู้กันทุกคน หากพูดกันตามตำรับตำรา ความจริงของชีวิตก็คือ เกิด แก่ ตาย เกิด แก่ ตาย พระพุทธเจ้าท่านว่าอย่างนี้
เมื่อเราพูดถึงความจริงของชีวิตของคนเราแต่ละคนๆ นับตั้งแต่เราตื่นเช้ามา วันหนึ่งๆ เราจะทำอะไรบ้าง เมื่อเราตื่นขึ้นมาแล้วเราจะต้องเข้าห้องน้ำ แปรงฟัน ขับถ่ายและอาบน้ำ แต่งตัว ประกอบปรุงอาหาร รับประทาน แล้วก็ออกไปทำงาน อันนี้เป็นความจริงของชีวิตที่คนเราจะต้องประสบอยู่ทุกวัน ผู้เป็นพ่อบ้านแม่เรือนมีหน้าที่ที่จะพึงปฏิบัติต่อกันอย่างไร โดยถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน เข้าใจกัน มีความลดหย่อนผ่อนปรน ผ่อนสั้นผ่อนยาวเข้าหากัน ซึ่งอาศัยหลักเกณฑ์ที่เราให้คำปฏิญาณกันแต่เบื้องต้นว่าเราจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกันตลอดชีวิต ดังนั้น เพื่อที่เราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข เราก็ต้องพิจารณาว่าหน้าที่ของเรามีอะไรบ้าง นี่แหละคือความจริงของชีวิต อันเป็นธรรมะที่เราจะต้องศึกษาให้รู้อันเป็นกิจประจำวัน
การประกอบพิธีในวันวิสาขบูชาคือการบูชาในวันเพ็ญ เดือน ๖ อันเกี่ยวเนื่องกับสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นพระศาสดาของเรา ซึ่งเป็นความจำเป็นและเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อเรามีความเคารพนับถือในท่านผู้ใด เราก็ต้องยกย่องท่านผู้นั้นว่าเป็นบุคคลสำคัญของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระพุทธเจ้า เป็นผู้ชี้ช่องทางแสงสว่างในด้านธรรมะ เราก็ย่อมมีความเคารพบูชาในพระองค์ท่านเป็นอย่างมาก เมื่อถึงวันสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับพระองค์ เราก็จะต้องมีพิธีกรรมคือการบูชาเป็นเครื่องระลึกถึงพระองค์ท่าน และอีกอย่างหนึ่ง พระพุทธองค์ท่านนั้นเป็นบุคคลที่อยู่ในฐานะที่แปลก ที่แปลกนั้นก็เพราะเหตุว่า พระพุทธเจ้าประสูติในวันเพ็ญเดือน ๖ ตรัสรู้คือสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าในวันเพ็ญ เดือน ๖ และปรินิพพานคือตายในวันเพ็ญ เดือน ๖ ซึ่งในโลกนี้จะหาบุคคลใดที่มีวันเกิด วันสำเร็จวิชาการ และวันตายตรงกันอย่างพระพุทธเจ้านั้นย่อมหาได้โดยยาก นี้เป็นเรื่องส่วนของพระองค์
ในฐานะที่เรานับถือพระองค์ท่านว่าเป็นพระบรมศาสดาของเรา เมื่อวันสำคัญเช่นนี้บรรจบครบรอบปีละครั้ง เราก็ทำพิธีระลึกถึงพระคุณของพระองค์ การที่เราจะรำลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้านั้น เรามีบทสวดมนต์ที่เราสวดกันอยู่ทุกๆ วัน คือ
อิติปิ โส
แม้เพราะเหตุนี้
ภควา
พระผู้มีพระภาคเจ้า
อรหัง
เป็นพระอรหันต์ ผู้ไกลจากกิเลส
สัมมาสัมพุทโธ
ตรัสรู้ชอบด้วยตนเอง
วิชชาจรณสัมปันโน
ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ คือความประพฤติดี ประพฤติชอบ
สุคโต
เป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว
โลกวิทู
เป็นผู้รู้แจ้งซึ่งโลก
อนุตตโร ปุริสทัมมสารถิ
พระองค์เป็นสารถีอันยอดเยี่ยม
สัตถา เทวมนุสสานัง
พระองค์เป็นศาสดาคือครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
การจะเข้าถึงพระคุณของพระพุทธเจ้านั้น ตามที่เราได้สมาทานพระไตรสรณคมน์ไปในเบื้องต้น คือ ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึก การถึงพระพุทธเจ้าเพียงการสวดมนต์เท่านั้น เป็นเพียงพิธีกระตุ้นเตือนให้เรามีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี แต่ที่เราจะเข้าถึงคุณของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริงนั้นคือการบริกรรมภาวนาเป็นสำคัญ
ในเมื่อมากล่าวถึงการภาวนา การภาวนานั้นก็มีหลายแบบหลายอย่าง แม้แต่ผู้ให้การอบรมการสั่งสอนภาวนาก็ยังมีมติขัดแย้งกัน บางท่านก็ว่าแบบของข้าพเจ้านี่ดีวิเศษหนักหนา ของคนอื่นใช้ไม่ได้ อะไรทำนองนี้ ซึ่งเป็นการลำบากแก่ผู้ฝึกหัดภาวนาในเบื้องต้น ได้ยินได้ฟังแล้วไม่ทราบว่าจะเอาแบบไหนอย่างไรที่ควรจะยึดเอาเป็นแบบที่ถูกต้อง ผู้บรรยายขอให้ข้อแนะนำว่า การภาวนานั้น ใครจะภาวนาแบบไหน อย่างไร ในเมื่อจิตสงบลงเป็นสมาธิแล้วมีแนวโน้มไปในแนวเดียวกันหมด อย่าว่าแต่ชาวพุทธจะมาภาวนา แม้ในศาสนาอื่นๆ ที่เขามีการภาวนากัน เมื่อจิตสงบก็มีแนวโน้มไปในแนวเดียวกันหมด ชาวพุทธเราถือภาวนาว่า พุทโธๆๆ เมื่อจิตสงบลงไปแล้วก็มีอาการผ่านสมาธิตั้งแต่ขั้นขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ ในด้านศาสนาคริสต์ ถ้าเขามีการภาวนา เขาอาจระลึกถึงพระเป็นเจ้าของเขา เมื่อภาวนาแล้วก็มีแนวโน้มไปในแนวเดียวกันหมดเพราะเมื่อจิตเป็นสมาธินั้น มันเป็นความจริงอันหนึ่ง ในเมื่อจิตเป็นความจริง มันก็ต้องมีอยู่อันเดียว จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ จะแยกกันได้เฉพาะวิธีการเท่านั้น เช่น ในศาสนาพุทธของเรานั้น บางพวกก็สอนว่าให้ภาวนาพุทโธ บางพวกก็สอนว่าให้ภาวนายุบหนอ พองหนอ และทั้ง ๒ ลัทธิ ๒ แบบนี่ก็มีการขัดแย้งกัน ที่ขัดแย้งกันนั้นเป็นเพราะอะไร เพราะเหตุว่าต่างฝ่ายต่างก็ภาวนาไม่เป็น ก็เกิดขัดแย้งกัน แต่ถ้าฝ่ายหนึ่งเป็น ฝ่ายหนึ่งไม่เป็น ก็เกิดขัดแย้งกันอีก ถ้าต่างฝ่ายต่างภาวนาเป็น ทั้งสองฝ่ายจะไม่มีขัดแย้งกันเพราะแนวทางที่จิตเดินเข้าไปสู่สมาธินั้นมีลักษณะอย่างเดียวกันหมด อาศัย วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา เหมือนกันหมด เพราะฉะนั้น การที่จิตเป็นสมาธิหรือรู้ธรรมเห็นธรรมนั้นเหมือนกัน จะแตกต่างกันก็เฉพาะวิธีการเท่านั้น
การภาวนานั้น หากใครภาวนาเป็นแล้ว ถ้าเป็นฆราวาสเกิดเบื่อครอบครัว อยากหนีครอบครัวก็ไม่ถูก ถ้าเป็นแม่บ้าน ภาวนาเป็นแล้วขี้เกียจหุงข้าวให้สามีรับประทานก็ไม่ถูก พ่อบ้านเมื่อภาวนาเป็นแล้วไม่เอาใจใส่ในครอบครัว มีแต่นั่งหลับตาภาวนาก็ไม่ถูก การภาวนาของพระพุทธเจ้านั้น ใครภาวนาเป็นแล้วจะต้องนำไปประยุกต์เข้ากับการงานและวิชาความรู้ทุกแขนง ใครเรียนวิชาการแพทย์ วิศวกรรม เกษตรกรรมอะไรก็ตาม เมื่อภาวนาเป็นแล้วจะไปประยุกต์เข้ากับวิชาการนั้นๆ หมด เกี่ยวกับเรื่องการงาน ถ้าใครภาวนาเป็นแล้วย่อมมีความหมั่นขยันเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณในการประกอบการงานในหน้าที่ของตนเองนั้น เมื่อภาวนาแล้วขี้เกียจ ทำงานไม่เอาไหน ใช้ไม่ได้ อันนี้คือข้อสังเกตโดยทั่วๆ ไป ดังนั้น วิธีการปฏิบัตินั้น หากฟังพระเทศน์ไปมากๆ แล้วไม่ปฏิบัติ ก็ไม่เกิดผลเท่าที่ควร
วิธีทำสมาธิง่ายๆ มีดังนี้ เช่นท่านทั้งหลายเป็นนักธุรกิจ การที่จะไปนั่งหลับตาบริกรรมภาวนา ๑-๒ ชั่วโมงอย่างพระที่ท่านว่างนั้นมันเป็นไปได้ยาก เมื่อผู้สนใจปฏิบัติ ได้ปฏิบัติตามหลักสากลทั่วๆ ไป คือท่านจะยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด ได้กำหนดรู้ไปทุกอิริยาบถ จะทำอะไรตั้งใจทำ จะพูดอะไรตั้งใจพูด รู้ว่าเราพูดอยู่ จะคิดอะไรตั้งใจคิด รู้ว่าเราคิดอะไร และพร้อมๆ กันนั้นจะนึกภาวนาพุทโธๆๆ ไปด้วยก็ได้ หรือถ้าใครเคยภาวนาอะไร ก็ให้นึกบริกรรมภาวนาอันนั้น
การบริกรรมภาวนาพุทโธนี้มีผลดีอย่างหนึ่ง ถ้าหากว่าผู้ใดนึก พุทโธๆๆ ติดกันไม่ขาดระยะ ในช่วงที่ท่านนึกอยู่นั้นจะ ๑ นาที ๕ นาที หรือ ๑๐ นาที เมื่อท่านนึกติดๆ กันไม่ขาด เมื่อจิตใจอยู่ที่พุทโธแล้ว ช่วงนั้นจิตใจของท่านจะไม่มีโอกาสส่งไปสร้างบาปกรรมอย่างอื่น และถ้าหากว่าท่านยึดพุทโธๆๆ จนชำนาญ จิตติดกับพุทโธ พุทโธติดกับจิตไม่พรากจากกัน แม้ว่าจิตของท่านไม่สงบก็ตาม แต่จิตของท่านก็ได้พรากจากอารมณ์อื่นๆ อันเป็นเครื่องวุ่นวายทั้งหลายมารวมอยู่ที่พุทโธเป็นส่วนมาก และเมื่อบริกรรมภาวนามากๆ เข้าจิตใจของท่านจะมีความสงบ และเมื่อเกิดเหตุอันตรายใดๆ ขึ้นมาโดยไม่รู้สึกตัว เพราะอาศัยการที่ท่านนึกพุทโธไว้จนชำนิชำนาญ จิตของท่านจะวิ่งเข้าหาพุทโธทันที พุทโธจะกลายเป็นอาคมของขลังป้องกันอันตรายนั้นได้ ตัวอย่างเช่น นายสิบตำรวจผู้หนึ่งไปประจำอยู่ที่ตำบลหนึ่งที่อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา เขามีธุรกิจต้องเดินทางเข้าตลาดทุกวัน แต่ละวันจะต้องขี่มอเตอร์ ์ไซค์ผ่านจุดอันตรายแถบผกค. และในขณะนั้นมีผู้ก่อการร้ายคนหนึ่งคอยดักยิงอยู่ตรงทางโค้ง บางวันเมื่อตำรวจคนนี้ขี่มอเตอร์ไซค์มา ผู้ก่อการร้ายมองเห็นพระซ้อนท้ายมาก็ไม่กล้ายิง บางครั้งได้ยินเสียงรถมอเตอร์ไซค์แต่ไม่เห็นตัวคน เรื่องนี้ผู้ก่อการร้ายมามอบตัวแล้วเล่าให้เจ้าหน้าที่ฟัง จึงได้เรียกตำรวจคนนั้นมาถาม ตำรวจตอบว่าได้ภาวนาพุทโธอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะไปไหน แม้เมื่อภาวนาพุทโธแล้วจิตไม่เคยสงบ แต่ก็ภาวนาไปอย่างนั้น คงเป็นเพราะภาวนาพุทโธจึงได้รอดพ้นอันตรายมา อันนี้แสดงว่าตำรวจผู้นั้นเข้าถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสงฆ์เจ้า และการภาวนาพุทโธอยู่เช่นนั้นยังเป็นอุบายให้จิตสงบนิ่ง เมื่อจิตสงบสว่างแล้วก็จะรู้สภาพความเป็นจริงของจิตดั้งเดิมของเราว่าเป็นอย่างไร และขณะอยู่ในความสงบนั้นมีความสุขเพียงใด เมื่อรับรู้อารมณ์ภายนอกแล้วทำให้เราเกิดความทุกข์ ความเดือดร้อนแค่ไหน สิ่งเหล่านี้เป็นอุบายที่จะให้เรารู้ความจริงของชีวิตอย่างนี้ การบริกรรมภาวนาจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งสำหรับชาวพุทธเรา
การฟังธรรมต้องฟังลงที่จิตใจ ความรู้สึกนึกคิดอยู่ที่ตรงไหน จิตใจก็อยู่ที่ตรงนั้น โดยธรรมชาติของจิตใจย่อมมีความรู้สึกนึกคิด ความรู้สึกนึกคิดของจิตใจเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ความรู้สึกนึกคิดที่ไม่มีสติประกอบเป็นพลังก็ใช้การไม่ได้ เพราะธรรมชาติของใจ แม้จะรู้สึกนึกคิด แต่ก็ไม่รู้อะไรดี อะไรชั่ว จะต้องมีสติเป็นเครื่องควบคุมความคิด เช่นอย่างคนวิกลจริต เราถือว่าคนเหล่านั้นเป็นคนขาดสติ ขาดสติจนถึงขนาดที่ทำให้เขาเป็นคนวิกลจริต เป็นจิตที่ไม่รู้สึกรับผิดชอบชั่วดี ถ้าดูๆ แล้วก็สบายเหมือนกัน เพราะแสดงออกมาโดยธรรมชาติที่ไม่มีระเบียบและจุดหมาย ไม่มีที่ต่ำที่สูง แต่ความรู้สึกนึกคิดแบบนั้น ผู้ยังมีความคิดและมีสติสัมปชัญญะไม่ชอบ เพราะเป็นสิ่งที่ไร้สาระ และไม่มีประโยชน์ที่จะพึงได้รับจากคนวิกลจริตนั้นเลย เราจึงไม่ต้องการความคิดของคนวิกลจริต
โดยธรรมชาติของจิตใจย่อมมีความรู้สึกนึกคิดเป็นธรรมดา และจะให้ความคิดอันนั้นเกิดประโยชน์ก็ต้องเอาสติมาควบคุม นักจิตวิทยาหรือนักปรัชญาเขาลงความเห็นว่าคนเราโดยทั่วไปนั้นมีความวิกลจริตอยู่ประมาณคนละ ๒๕% หรือบางคนอาจจะมากกว่านั้น ดังนั้น นักปรัชญาทั่วไปได้ค้นดูความจริงของคน ได้ค้นคิดดูความจริงของจิตใจ ท่านจึงได้วางแบบฉบับเพื่ออบรมฝึกฝนจิตใจเอาไว้ สิ่งนั้นถ้าจะว่ากันโดยทั่วๆ ไป ก็คือธรรมะ
กลับหน้าหลัก